”วิทยากร เชียงกูล” ชี้ไทยล้มเหลวการศึกษา เยาวชนมุ่งแต่ปริญญา
โดย admin เมื่อ กันยายน 28th, 2009เจ้าของกวี “ฉันจึงมาหาความหมาย” คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวในวงเสวนาปฏิรูปการศึกษา ชี้ทุ่มงบเยอะแต่ได้ผลน้อย คุณภาพการสอนยังท่องตำรา จบออกมาก็คิดอะไรไม่เป็น หนำซ้ำกระจายอำนาจลงท้องถิ่นก่อให้เกิดการเมืองไปถึงครูอาจารย์ วิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ ส่วนเยาวชนบ้าเห่อใบปริญญา จบออกมาไม่ตรงกับตลาดงาน แนะให้เริ่มตั้งแต่ปฐมวัย ระบบแพ้คัดออกควรพิจารณา
ที่ห้องภาณุรังษี โรงแรมรอยัลริเวอร์ ถนนสิรินธร คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร จัดการสัมมนาเรื่อง “ทศวรรษที่สองของการปฏิรูปการศึกษา : ปัญหาและทางออก” ทั้งนี้ในวงเสวนาเรื่อง “ทิศทางข้างหน้าการศึกษาไทย” โดยรศ.วิทยากร เชียงกูล คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า การศึกษาในปัจจุบันนี้จะแก้ปัญหาแบบประนีประนอมในวงราชการ ซึ่งไม่ตรงประเด็น และที่ถือเป็นเรื่องยาก
สำหรับการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทยคือ การจัดการศึกษาให้มีความเสมอภาค ทั่วถึง มีการทุ่มงบเยอะ แต่ได้ผลสำเร็จกลับคืนมาน้อย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์แห่งความล้มเหลวของการศึกษาไทยมานาน อย่างนโยบายเรียนฟรี 15 ปี มีประโยชน์แต่คิดว่ายังไม่พอ ต้องดูถึงคุณภาพการสอนเพราะยังมีการสอนแบบเก่าอยู่ เน้นท่องจากตำรา ทำให้เด็กคิดไม่เป็น เพราะในโลกสมัยใหม่การที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยออกมาแล้วทำอะไรไม่ได้ คิดไม่เป็น ก็ไม่เป็นประโยชน์อะไรต่อการพัฒนาประเทศ
สำหรับการแก้ปัญหานั้นคาดหมายว่าจะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายกรัฐมนตรี ที่ใส่ใจด้านการศึกษาอย่างจริงจัง แต่ก็ยังไม่พออีกเช่นกัน เพราะหากดูจากระบบราชการแบบรวมศูนย์ยังมีปัญหามาก การกระจายอำนาจสู่สำนักงานพื้นที่การศึกษา (สพท.) แต่ละจังหวัดนั้น การเลือกตั้งผู้แทนครูกลายเป็นการวิ่งเต้นเข้าสู่อำนาจ โดยมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยลืมมองไปถึงการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของครูส่วนใหญ่
“การกระจายอำนาจไปสู่ต่างจังหวัด ไปยังองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งความจริงแล้ว สพท.ต้องเป็นอิสระไม่ใช่ระบบราชการ และเอาหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายเข้ามาประสานงานร่วมกัน ไม่ใช่มีแต่ระบบวิ่งเต้น เส้นสาย ทำงานแบบเช้าชามเย็นชาม ในส่วนผู้ปกครอง ชอบเรียนฟรี แต่ความจริงแล้วต้องเรียกร้องคุณภาพให้มากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้เรียนกันแทบตายแต่ลูกจบมากลับว่างงาน เราเอาแต่บ้าเห่อใบปริญญา ในขณะที่ตลาดแรงงานกลับขาดแคลนวิชาชีพช่างฝีมือ อาชีวะ ดังนั้นจึงขาดสมดุล อีกทั้งการศึกษาก็เน้นแต่กระบวนการสอน เน้นคะแนนสอบ เนื้อหายัดทุกอย่างอยู่ในหลักสูตรซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ได้ผล จึงต้องมีการทบทวนอย่างจริงจัง”
ทั้งนี้ ในส่วนการพัฒนาเด็กนั้นต้องเน้นตั้งแต่ปฐมวัย ถ้าเด็กฉลาด เด็กตั้งข้อสงสัยในห้องเรียนมากๆ ก็จะทำให้ครูผู้สอนต้องปรับตัวหากถามในอะไรที่ครูตอบไม่ได้ ซึ่งครูเองก็จะได้พัฒนาตัวเองด้วย แต่ตอนนี้กลับไม่เป็นอย่างนั้นหากครูไม่สอนเด็กก็ดีใจ เพราะจะได้ไม่ต้องเรียน นอกจากนี้ เรื่องของระบบแพ้คัดออก เด็กบางคนไม่สามารถปรับตัวได้ ซึ่งชั้นเรียนไม่ควรใหญ่เกินไป และโรงเรียนเองต้องมีระบบการช่วยเหลือติดตามเด็กที่มีปัญหาด้วย ไม่ใช่เอาใจแต่เด็กเก่งอย่างเดียว