“หมอเสริม-พาวเวอร์แพท” บัณฑิต มสธ.รับปริญญาในคุกบางขวาง
โดย admin เมื่อ กันยายน 18th, 2009กรมราชทัณฑ์-มสธ.ฉลองปริญญาบัตรให้นักโทษ 269 คนสวมชุดครุยที่บางขวาง “เสริม สาครราษฎร์” อดีต น.ศ.แพทย์ มือฆ่าชำแหละศพ “เจนจิรา” คว้าปริญญาตรีนิติศาสตร์ ขณะที่นักร้องวงพาวเวอร์แพท จบศิลปศาสตร์ ผู้ต้องขังลุ้นเรียนต่อปริญญาโท คาดหวัง มสธ.เปิดหลักสูตรต่อยอดดีกรี
เมื่อวันที่ 17 กันยายน ที่ห้องประชุมเรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ จัดงานฉลองการจัดการศึกษาครบ 25 ปี ให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ และงานฉลองปริญญาบัตรให้กับบัณฑิตผู้ต้องขัง ซึ่งปีนี้มีบัณฑิตจบการศึกษา 360 คน จากเรือนจำและทัณฑสถาน 30 แห่งทั่วประเทศ แต่แสดงความจำนงเข้าร่วมงาน 269 คน โดยมีนางชูจิรา กองแก้ว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายวิจิตร ศรีสอ้าน นายกสภา มสธ. และนางปราณี สังขะตะวรรธน์ อธิการบดี มสธ. ร่วมแสดงความยินดีกับบัณฑิตผู้ต้องขัง
นายนัทธีเปิดเผยว่า กรมราชทัณฑ์ร่วมกับ มสธ.จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้กับผู้ต้องขังตั้งแต่ปี 2527 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้ศึกษาพัฒนาความรู้และศักยภาพของตนเอง รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่สำคัญเป็นการนำความรู้ไปประกอบอาชีพเมื่อพ้นโทษ อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในการจัดการศึกษาครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ให้โอกาสทางการศึกษาเท่านั้น แต่ทำให้ผู้ต้องขังมีกิจกรรม ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้ต้องขังหลายคนที่เรียนจบ และพ้นโทษไปแล้ว ส่วนใหญ่ออกไปประกอบอาชีพที่ดี และได้รับคำชมจากสถานประกอบการ โดยเฉพาะความรับผิดชอบ ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
นางปราณีกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา มีบัณฑิตผู้ต้องขังที่จบปริญญาตรี 1,261 คน แบ่งเป็นชาย 1,134 คน และหญิง 127 คน ซึ่ง มสธ.รู้สึกยินดีที่ได้ให้โอกาสผู้ต้องขังได้ศึกษาหาความรู้ โดยมีบัณฑิตสมัครเรียนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสาขาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 ลำดับแรก ได้แก่ สาขานิติศาสตร์ สาขาวิทยาการจัดการ และสาขาส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่จัดการศึกษาให้ผู้ต้องขังมาตลอด 25 ปี มีผู้ต้องขังที่จบปริญญาตรีถึง 5 สาขา ได้แก่ น.ช.บุญเลิศ (ขอสงวนนามสกุล) ผู้ต้องขังคดี พ.ร.บ.ยาเสพติด ศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต คือ สาขานิติศาสตร์ สาขาส่งเสริมการเกษตรฯ (สหกรณ์) สาขารัฐศาสตร์ สาขาส่งเสริมการเกษตรฯ (ผลิตสัตว์) และสาขาวิทยาการจัดการ
“ขณะนี้มีผู้ต้องขังจำนวนมากที่ต้องการเรียนต่อปริญญาโท ซึ่ง มสธ.และกรมราชทัณฑ์กำลังหารือถึงแนวทางในการเปิดการเรียนการสอนปริญญาโท เพราะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ปริญญาโทจะเน้นการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง แต่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสื่อตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ อย่างไรก็ตาม มสธ.พร้อมเปิดสอนปริญญาโท เพราะ 25 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นแล้วว่าการศึกษามีความจำเป็นสำหรับผู้ต้องขัง” นางปราณีกล่าว
สำหรับปีนี้ มีผู้ต้องขังที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีสาขาวิชาต่างๆ จำนวน 269 คน จากเรือนจำและทัณฑสถาน 30 แห่งทั่วประเทศ โดยมีอดีตนักร้องดัง เพาเวอร์แพท ผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติด, นายศรชาติ ศิริโชติ (หมอแฮม) ผู้ต้องหาคดีฆ่าเผา พญ.พัทธนันท์, นพ.บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ คดีจ้างวานฆ่าภรรยาตนเอง และนายเสริม สาครราษฎร์ จากคดีฆ่าชำแหละศพแฟนสาว เป็นต้น
น.ช.วรยศ บุญทองนุ่ม หรือเพาเวอร์แพท นักโทษคดีค้ายาเสพติด บัณฑิตใหม่จากคณะศิลปศาสตร์ เอกสารสนเทศ กล่าวว่า นี่คือปริญญาใบแรกในชีวิต ก่อนหน้าที่จะเข้ามาอยู่ที่นี่ก็มีลงเรียนรามคำแหงเอาไว้ แต่ไม่ได้ตั้งใจเท่าใดนัก เพราะมุ่งทำงานในวงการบันเทิงมากกว่า ตอนที่มาอยู่ที่นี่แรกๆ ชีวิตเปลี่ยนไปมาก พอรู้ว่า มสธ.เปิดโอกาสให้เรียนในระดับปริญญาตรีก็ตัดสินใจเรียนทันที
“ผมว่าเรียนหนังสือที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราขยันอ่านมากน้อยแค่ไหน สิ่งที่ได้จากการเรียนที่นี่มันคือชีวิตจริง มันทำให้ผมรักการอ่าน ทำให้ผมมีระเบียบวินัยมากขึ้น วันนี้ก็รู้สึกภูมิใจมากครับที่ได้รับปริญญาบัตร เพราะใช้เวลาเรียนเพียง 4 ปีเท่านั้น”
ขณะที่ น.ช.เสริม สาครราษฎร์ อายุ 33 ปี นักโทษคดีฆาตกรรม ซึ่งสำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์กล่าวว่า ภูมิใจกับปริญญาบัตรใบแรกเช่นกันที่ได้ศึกษาหาความรู้ โดยตลอดเวลาที่อยู่ในนอกจากการทำงาน เสริมก็จะอ่านหนังสือและทำประโยชน์โดยการเป็นครูผู้ช่วยในโรงเรียนคริสเตียนของเรือนจำ
“ตอนแรกผมอยู่ในช่วงรอฎีกาทูลเกล้าฯ จึงยังเรียนไม่ได้ และพอศาลตัดสินโทษก็ตัดสินใจเรียนนิติศาสตร์ เพราะอยากเรียนรู้กฎหมายและใช้ประโยชน์ พอได้มาเรียนก็รู้สึกว่า การศึกษานับว่าเป็นโอกาสที่ดี การเรียนสามารถทำให้คนพัฒนาขึ้นอยุ่กับว่าจะโดยจะพัฒนาตนให้ดีด้านใดขึ้นอยู่กับตัวเอง โดยระหว่างที่เรียนนั้น ที่ผ่านมาก็ช่วยงานต่างๆ อย่างงานสอนของโรงเรียนคริสเตียน และใช้เวลาอ่านหนังสือตอนกลางคืน สรุปเกรดเฉลี่ยที่ได้อยู่สองกว่า และตอนนี้กำลังลงเรียนต่อเนื่องไว้เพื่อเทียบโอนในโครงการสัมฤทธิ์ผล และใจจริงก็อยากจะศึกษาต่อป.โทถ้าหากทางเรือนจำจะเปิดและก็หวังอยากให้สังคมให้โอกาสด้วย”
น.ช.เสริมกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่เลือกเรียนคณะนิติศาสตร์ ก็เพราะตนมองเห็นความผิดพลาดในอดีตที่ตนเป็นคนไม่รู้กฎหมาย เมื่อก่อคดีขึ้นแล้วไม่ยอมรับผิด ใครบอกให้สู้คดีก็เชื่อ หากรู้สักนิดว่าถ้าสารภาพผิดตั้งแต่วันนั้น ตนก็คงไม่ได้รับโทษหนักเหมือนวันนี้ จึงอยากนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ช่วยเหลือคนอื่น ช่วยเหลือสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ผมจบออกมาได้เกรดเฉลี่ยเพียง 2 กว่าๆ เพราะไม่ได้ตั้งใจเรียนเต็มที่ ช่วงเวลาที่อยู่ในคุกนอกจากเรียนหนังสือแล้วยังช่วยสอนนักโทษคนอื่นๆ บ้าง ไปช่วยงานคริสเตียนบ้าง พอดี มสธ.เปิดโอกาสให้ได้เรียนก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยพัฒนาตัวเองได้ ใจจริงแล้วผมอยากจะเรียนภาษาจีนเพิ่มด้วยซ้ำ การได้มาอยู่ที่นี่ทำให้เราได้ใช้เวลาคิดทบทวนความผิดพลาด ผมเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาให้คนเป็นคนดีได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะพัฒนาตัวเองในทางใด สำหรับผมชอบอ่านหนังสือ เคยอ่านหนังสือ “ผมจะเป็นคนดี” ของคุณวิกรม กรมดิษฐ์ ผมชอบคำพูดหนึ่งที่ว่า ตักน้ำก็อย่าลืมคนที่ขุดบ่อ มันช่วยสะท้อนอะไรหลายๆ อย่าง อ่านแล้วรู้สึกมีกำลังใจดีที่จะดำเนินชีวิตต่อไป”
น.ช.เสริมกล่าวว่า เขาจะต้องรับโทษอีก 40 ปี ไม่รู้จะมีโอกาสได้ออกไปสู่โลกภายนอกหรือไม่ แต่หากได้ออกไปจริงๆ ก็อยากจะใช้เวลาอยู่กับแม่ให้มากๆ ตนทำให้ท่านเสียใจมามากแล้ว ก็อยากตอบแทนบุญคุณท่านบ้าง
สำหรับนายเสริม สาครราษฎร์ อดีตนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล ได้ก่อคดีสั่นสะเทือนความรู้สึกคนทั่วประเทศ เมื่อปี 2541 เขาลงมือฆ่าหั่นศพ น.ส.เจนจิรา พลอยองุ่นศรี แฟนสาว นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ชั้นปีที่ 5 มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อถูกจับกุมและจำนนต่อหลักฐาน คดีขึ้นสู่ศาล นายเสริมขอลดโทษโดยอ้างเหตุว่าตนฆ่าแฟนเพราะความรักที่ตนมี จนไม่อาจหักห้ามใจให้แฟนไปมีคนใหม่ได้
แต่ศาลฎีกาได้อธิบายถึงความหมายของความรักไว้อย่างงดงามว่า ศาลเห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิด และการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่